All men are created equal?

รุสโซ (ค.ศ. ๑๗๑๒๑๗๗๘) เชื่อว่า แต่เดิมมนุษย์อยู่ใน "สภาพธรรมชาติ" (state of nature) อย่างสันโดษ เรียบง่าย สงบสุข และเสมอภาคกัน พวกเขามีเสรีภาพอย่างเต็มที่สามารถกระทำการใดๆก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใด พวกเขาปฎิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เขาต้องการให้ผู้อื่นปฎิบัติต่อเขา พวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างพอเพียงเนื่องการจำนวนประชากรยังมีน้อยและไม่มีการแข่งขันแย่งชิง อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปจำนวนประชากรเริ่มมากขึ้น มนุษย์จึงเริ่มอยู่รวมกันเป็นครอบครัวและชุมชน มีการแบ่งงานกันทำ มีการค้นพบเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆทำให้การดำรงชีวิตง่ายขึ้น มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น เมื่ออยู่รวมกันและมีเวลาว่างมากขึ้นมนุษย์ก็เริ่มเปรียบเทียบตนเองกับผู้คนรอบข้างซึ่งนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ความอาย ความอิจฉา การยกย่อง และการดูถูก ยิ่งไปกว่านั้นยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ทรัพย์สินส่วนตัว" (private property) ทำให้มนุษย์ต้องหลุดออกจากสภาพธรรมชาติที่แสนเรียบง่ายไปสู่สภาพที่มีความโลภ การแข่งขัน ความไม่เสมอภาค และความชั่วร้ายแก่งแย่งชิงกัน เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่มีทรัพย์สินจากการแย่งชิงโดยผู้ไม่มีทรัพย์สิน รัฐจึงก่อกำเนิดขึ้นโดยผ่านสิ่งที่เรียกว่า สัญญาประชาคม” (social contract)

ในทรรศนะของรุสโซ มนุษย์ในสภาพธรรมชาตินั้นมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่อารยะธรรมก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมและการเปรียบเทียบ และการกลับคืนสู่สภาพธรรมชาตินั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่เป็นที่ต้องการ มนุษย์จึงต้องหาวิธีประนีนอมประนอมด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างมีเสรีภาพโดยทุกคนในสังคมยอมเสียสละสิทธิและเสรีภาพของตนบางส่วนให้แก่รัฐซึ่งถือว่าเป็นการรวมเจตน์จำนงของสังคม เมื่อทุกคนยินยอมที่จะเชื่อฟังรัฐจึงเท่ากับเป็นการเชื่อฟังตนเอง และรัฐสามารถถูกล้มล้างได้หากใช้อำนาจผิดไปจากเจตน์จำนงของสังคม ทฤษฎีสัญญาประชาคมของรุสโซมีอิทธิพลอย่างมากต่อ "คำประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา" และ "คำประกาศปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และพลเมือง" ภายหลังการปฎิวัติฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ในคำประกาศทั้งสองมีการรับรองสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ เสรีภาพ สิทธิทางทรัพย์สิน สิทธิจากอำนาจการปกครอง ทั้งความปลอดภัย และสิทธิที่จะต่อต้านการปกครองที่ปราศจากความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกาได้พัฒนามาเป็นรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา โดยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุใช้งานยืนยาวที่สุดในโลก และถือว่าเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญให้กับอีกหลายประเทศทั่วโลก

ในคำประกาศอิสระภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองความเสมอภาคของมนุษย์ โดยกล่าวว่า "มนุษย์ทุกคนกำเนิดมาเท่าเทียมกัน" (all men are created equal) อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยรอยด่างที่ไม่สามารถลบล้างได้ทั้งการค้าทาสและการเหยียดสีผิว

ภายหลังสงครามกลางเมืองมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา แต่การแบ่งแยกสีผิวยังคงมีอยู่ทั้งในทางกฎหมายและกฎเกณฑ์ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักกฎหมายที่ว่า "แบ่งแยกแต่เท่าเทียม" (seperate but equal) นั่นคือคนดำมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณะ ที่จัดไว้ให้สำหรับคนดำ เช่น โรงเรียน ห้องน้ำสาธราณะ รถบัส  แต่ก็กำหนดให้บริการดังกล่าวระหว่างคนดำกับคนขาวจะต้องไม่ปะปนกัน เช่น เด็กดำจะต้องไปโรงเรียนเฉพาะเด็กดำเท่านั้น ที่นั่งบนรถบัสก็ต้องแยกกัน จนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๕๕ ในมลรัฐอลาบามา สตรีผิวดำชื่อว่า โรซา ปาร์คส์ ถูกจับกุมเนื่องจากเธอปฎิเสธคำสั่งของคนขับรถบัสที่จะยกที่นั่งของเธอให้กับคนขาว (ในสมัยนั้นคนดำจะนั่งร่วมกับคนขาวไม่ได้ จะต้องไปนั่งที่นั่งสำหรับคนดำในส่วนท้ายของรถบัส) เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่นำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เจ้าของประโยคอมตะ "I have a dream" การประท้วงดำเนินต่อเนื่องนานถึง ๓๘๑ วัน กว่าที่จะประสบชัยชนะ เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าหลักการแบ่งแยกแต่เท่าเทียมนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ.  ๑๙๖๔ แต่กระนั้นเขากลับถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๑๙๖๘ อย่างไรก็ตามหากเขามีชิวิตอยู่ถึงวันนี้เขาคงจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นคนผิวดำมีโอกาสได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ ซึ่งวันนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นวันที่ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาก็เป็นได้ วันที่ “all men are INDEED created equal”

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s