Business Cycles: New Keynesian VS Neo-Classic

วัฎจักรธุรกิจ (Business Cycles) หมายถึง ความผันผวนขึ้นลงของระดับผลผลิตมวลรวมของประเทศซึ่งอาจจะกินระยะเวลาหลายเดือนหรือหลายปี นักเศรษฐศาสตร์พยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการบรรเทาความผันผวนของวัฎจักรธุรกิจมากว่า 70 ปี สืบเนื่องต่อจากหนังสือ “The General Theory” ของ Sir John Maynard Keynes ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The great depression) ปัจจุบันแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับวัฎจักรธุรกิจได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองสำนักหลัก คือ สำนักคลาสสิคใหม่ (Neo-classical school) และ ทฤษฎีของ สำนักเคนส์เซี่ยนใหม่ (New Keynesian School)

 

นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคใหม่ เชื่อในการทำงานของกลไกตลาด ว่าราคาสินค้าจะสะท้อนความขาดแคน (Scarcity) โดยราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นลงได้อย่างเสรีจนกระทั่งอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเท่ากันในทุกตลาด ในที่สุดเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะดุลยภาพทั่วไป (General equilibrium or Walrasian equilibrium) ตัวแปรที่แท้จริง (real variables) เช่น การจ้างงาน ผลผลิต ค่าจ้างที่แท้จริง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง และราคาเปรียบเทียบ (relative prices) จะถูกกำหนดขึ้นจากอุปสงค์และอุปทานในภาวะดุลยภาพทั่วไปนี้เท่านั้น ในขณะที่ตัวแปรที่เป็นตัวเงิน (Nominal variables) เช่น ระดับราคา ค่าจ้างตัวเงิน อัตราดอกเบี้ยตัวเงิน จะถูกกำหนดขึ้นแยกออกไปจากดุลยภาพในตลาดเงิน (money market) การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานในตลาดเงินจะกระทบก็เพียงแต่ตัวแปรเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงินเท่านั้น หาได้มีผลกระทบต่อตัวแปรที่แท้จริงไม่ นั่นคือสำนักคลาสสิคใหม่มีข้อสรุปว่าเงินมีความเป็นกลาง” (Money is neutral) การดำเนินนโยบายการเงินโดยการลดหรือเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการว่างงานและระดับผลผลิตที่แท้จริง

 

ทฤษฎีวัฎจักรธุรกิจที่แท้จริง (Real business cycle theory) ของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคใหม่มีรากฐานและยึดมั่นอยู่บนแนวคิดดุลยภาพทั่วไป ดังนั้นปัจจัยที่จะกระทบต่อระดับผลผลิตและก่อให้เกิดวัฎจักรธุรกิจได้จะต้องเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในดุลยภาพทั่วไป นั่นคือ ปัจจัยที่แท้จริง (real forces) ที่ทำให้ (shift) เส้นอุปสงค์และอุปทานเคลื่อนสูงขึ้นหรือต่ำลง เช่น การใช้จ่ายของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ทฤษฎีวัฎจักรธุรกิจที่แท้จริงให้ความสำคัญอย่างมากกับปัจจัยที่เรียกว่า ความผันผวนในระดับเทคโนโลยี (technological disturbance) ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของระดับเทคโนโลยีหมายความว่าเราสามารถผลิตผลผลิตได้มากขึ้นด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตจำนวนเท่าเดิม ศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด เพรสคอทท์  (รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2004) ได้เสนอวิธีการวัดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยใช้อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตลบด้วยค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average) ของอัตราการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตแต่ละชนิด หรือที่เรียกว่า “Solow residual”

 

นอกจากจะยึดมั่นในดุลยภาพทั่วไปของระบบเศรษฐกิจและเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดวัฎจักรธุรกิจแล้ว นักทฤษฎีวัฎจักรธุรกิจที่แท้จริงมีข้อสมมติว่า ปัจจเจกชนแต่ละคนในระบบเศรษฐกิจจะมีการตัดสินใจแบบสมเหตุผล (rationality) มุ่งแสวงหาความพอใจสูงสุดจากการเลือกระหว่าง การบริโภค การทำงาน และการพักผ่อน ทดแทนกันแบบข้ามเวลา (intertemporal substitution) ตัวอย่างเช่น ในแบบจำลองแบร์โร (Barro, 1987) อธิบายว่า ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเกิดจากการลดลงในระดับเทคโนโลยีอย่างกระทันหัน (เช่น วิกฤติการณ์ราคาน้ำมันในยุค 1970) หมายความว่า แม้ว่าจะใช้แรงงานจำนวนเท่าเดิม แต่ปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ลดลง ซึ่งหมายความว่า ผลผลิตส่วนเพิ่มของแรงงาน(marginal product of labor) ลดลง ดังนั้น อัตราค่าจ้างที่แท้จริง (real wage) ก็จะลดลงด้วย (ในทางเศรษฐศาสตร์อัตราค่าจ้างที่แท้จริงจะเท่ากับผลผลิตส่วนเพิ่มของแรงงานหน่วยสุดท้าย, W/P = MPL) ปัจเจกชนแต่ละคนก็จะตอบสนองต่อการลดลงของค่าจ้างที่แท้จริงด้วยการตัดสินใจเลือกที่จะทำงานน้อยลง บริโภคน้อยลง และพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายถึงปรากฎการณ์การลดต่ำลงของการบริโภค ค่าจ้างที่แท้จริง การจ้างงาน และปริมาณผลผลิต ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนั้นจากข้อสมมติที่ว่าการปรับตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลและเป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด (rationally and optimally) ของปัจเจกชน นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงานเกิดจากการที่ประชาชนต้องการพักผ่อนมากขึ้นและบริโภคน้อยลง การว่างงานเป็นไปอย่างสมัครใจ การเข้าไปแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อลดระดับการว่างงานและยกระดับผลผลิต อย่างดีที่สุดก็แค่ไม่ประสบผล หรือที่อันตรายที่สุดคือทำให้สวัสดิการของสังคมลดลง

 

ถึงแม้ว่าทฤษฎีวัฎจักรธุรกิจที่แท้จริงจะได้รับการสรรเสริญและบูชาจากอย่างมากในวงวิชาการว่ามีความสมบูรณ์ในด้านเทคนิค คือ มีรากฐานอยู่บนสมมติฐานการตัดสินใจแบบสมเหตุผลและดุลยภาพทั่วไปตามแบบของวอลราสซึ่งถูกใช้ในการเรียนการสอนกันอย่างแพร่หลายในห้องเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆทั่วโลก อย่างไรก็ตามมีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจกับข้อสรุปของที่ว่า การว่างงานเป็นไปอย่างสมัครใจและการตกต่ำของระดับผลผลิตนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุดแล้ว รัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด ซึ่งดูจะขัดแย้งกับโลกแห่งความเป็นจริง นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซี่ยนอย่าง ศาสตราจารย์ เจมส์ โทบิน (รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1981) ถึงกับกว่าวว่า เป็นเรื่องน่าขันที่จะเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วง 1930 เกิดจากการที่คนเราตัดสินใจพักผ่อนมากขึ้น

 

นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซี่ยนใหม่พยายามหักล้างแนวคิดของนักเศรษฐศาสร์สำนักนีโอคลาสสิค โดยพยายามอธิบายว่า อันที่จริงแล้วราคาสินค้าและค่าจ้างหาได้สามารถปรับตัวขึ้นลงได้อย่างเสรีไม่ โดยเสนอทฤษฎีอันมีรากฐานจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคมาอธิบายปรากฎการณ์ค่าจ้างและราคาสินค้าแข็งตัว (Sticky wages and prices) อาทิเช่น ตลาดไม่มีการแข่งขันอย่างสมบูณ์ (imperfect competition) สัญญาการจ้างงานไม่ชัดแจ้ง (implicit contracts) โดย จอห์น เทย์เลอร์ ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร (Imperfect information) โดย จอร์จ อะเคอลอฟ และ ต้นทุนค่าพิมพ์เมนูใหม่ (menu cost) โดย เกรกอรี่ แมนคิว เป็นต้น เมื่อค่าจ้างและราคาไม่สามารถปรับตัวขึ้นลงอย่างเสรี ก็จะมีการว่างงานโดยไม่สมัครใจเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงโดยใช้นโยบายการเงินการคลังเพื่อยกระดับการจ้างงานและผลผลิต

 

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองสำนักนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในรากฐานทฤษฎีของตนราวกับปลาคนละน้ำ สำนักคลาสสิคยึดมั่นในการทำงานของกลไกราคา ในขณะที่สำนักเคนส์เซี่ยนใหม่ราคาสินค้าไม่ยืดหยุ่นปรับตัว ทฤษฎีวัฎจัรธุรกิจที่แท้จริงของสำนักคลาสสิคใหม่มีจุดแข็งในเรื่องความสมบูรณ์ในทางทฤษฎี (Internal consistency) แต่ไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบางอย่างได้ ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซี่ยนใหม่เสนอทฤษฎีที่สามารถให้คำอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างใกล้เคียง (external consistency) แต่ยังไม่สามารถทำลายความน่าเชื่อถือของกลไกราคาและความสมบูณ์ของแนวคิดดุลยภาพทั่วไปซึ่งฝังรากลึกอยู่ในแวดวงเศรษฐศาสตร์มากกว่า 200 ปี การโต้แย้งระว่างสองสำนักเป็นอย่างรุนแรงมาตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา จนไม่มีวี่แววว่าทั้งสองสำนักจะมีข้อสรุปร่วมกันได้ จนกระทั่งศาสตราจารย์โรเบิร์ต ลูคัส นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษรู้สึกเอือมระอาและชี้ให้เห็นว่า พวกเรานักเศรษฐศาสตร์กำลังหลงทางกันอยู่หรือไม่ที่มาให้ความสำคัญกับเรื่องความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะสั้น พวกเราควรจะให้ความสนใจกับเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) ซึ่งเป็นเรื่องของการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาวซึ่งมีความสำคัญมากกว่า

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s